ได้ฤกษ์เปิด SharePoint.in.TH
อะแฮ่มไม่ใช่เว็บแชร์รูป แชร์หนัง อย่างที่เข้าใจแน่นอน จริงๆแล้วเว็บนี้ก็เกิดจากความบังเอิญที่คุยกะเพื่อนตี๋ และก็ปุ๊ปปั๊บไปจดโดเมนแล้วก็ดองไว้ (ตามสไสลต์) อะเปิดเลยแล้วกัน http://sharepoint.in.th

เมื่อต้องใช้รถ – ภาคแรก
หายหน้าตาไปนาน เนื่องจากอยู่ดีๆก้อต้อง downgrade ตัว prototpye ที่ ไม่ support การ downgrade (งง มั๊ยหละ) งานเข้าเลยคับพี่น้อง
เรื่องมีอยู่ว่า ตอนนี้นั่งรอโหลดไฟล์ backupซึ่งนานมากและไม่รู้จะทำอะไรต่อดี อัพบล็อกดีกว่า (เนียนๆ)
เนื่องจากตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านนอกซึ่งไกลจากที่ทำงานและการเดินทางสาธารณะไม่สะดวกอย่างยิ่งเลยทำให้ต้องมีรถ แต่การจะมีรถนี่บางทีมันก็งงๆ ยิ่งถ้าไม่มีคนปรึกษา หรือคนปรึกษามีรถมานานมาแล้ว ทำให้หลงๆลืมๆ อะไรไปหลายๆอย่าง ไม่โม้เยอะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า
- ใบขับขี่ – อันนี้แน่นอนควรจะไปสอบให้ได้ก่อนจะให้ใครสอนหรือว่าไปเรียนก็ได้ แนะนำว่าถ้าไม่คิดจะขับเกียร์กระปุก ก็ไม่เรียน เกียร์ออโต้ไปเลย ชีวิตจะสบายขึ้นเล็กน้อย
- ตัดมาตอนสอบ ก็ไม่ต้องใช้อะไนอกจาก พาตัว และ สำเนาบัตรประชาชนไปที่กรมการขนส่ง และเงินสองร้อยบาท ไม่เกิน รวมถึงใบตรวจร่างกาย
- สอบข้อเขียน ซึ่งก่อนสอบจะมีติวให้ จำให้แม่นๆ บอกได้คำเดียวว่า เด๊ะๆๆๆๆ ยิ่งกว่าโรงเรียนกวดวิชาใดๆ
- สอบปฏิบัติ อันนี้ก็รู้กันทั้งประเทศไทยว่าสอบอะไรบ้าง ซ้อมให้ดีๆ ใจเย็นๆไม่ต้องรีบ เค้าไม่ได้ให้สอบขับรถเร็ว
- สอบผ่านก็ไปจ่ายตังค์ได้ใบขับขี่แบบชั่วคราวมาหนึ่งใบ อายุ หนึ่งปี จำได้ว่าเสียร้อยบาท สามารถให้ทำภาษาอังกฤษได้ ต้องเอา passport ไปด้วย เสียตังค์เพิ่มอีก เอาไว้ไปขับเมืองนอก
- ครบปี เอาไปต่ออายุจะได้แบบ ห้าปี มาตอนนี้บัตรแบบใหม่ เสียเพิ่มอีกร้อยค่าบัตรมีสองภาษา แนะนำว่าอย่าใส่เสื้อขาวไป เพราะว่า กล้อง compact มันจะวัดแสงผิด และ จะทำให้เราหน้าดำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ ชดเชยแสงไม่เป็นแน่นอน ตอนต่ออายุ ถ้าคนไม่เยอะ ห้านาทีเสร็จ (รอปริ๊นบัตร) ยังไม่ทันจะรู้ว่าเจ้าหน้าทีชื่ออะไรก็ส่งบัตรให้เราเรียบร้อย อีกห้าปีเจอกันใหม่ ห้าให้เกินนะ เดี๋ยวเรื่องจะยาว (สอบใหม่และอื่นๆ เสียเวลามาก) อ้อลืมไป ใบตรวจร่างกาย และสำเนาบัตรประชาชนยังคงต้องใช้เหมือนเดิม
- หาเงินได้แล้ว ไม่ว่าจะไถ่ใครใครมาก็แล้วแต่ ก็ไปออกรถกัน ใครชอบอะไรก็เลือกกันไปแล้วแต่บุญแต่วาสนาและความหนาของกระเป๋าตังค์ ต่อรองส่วนลด และของแถมกันตามสะดวก
- เมื่อเลือกได้แล้วก็จ่ายตังค์กันไป ถ้าซื้อสดข้ามไปได้เลยไม่ต้องอ่านตรงนี้ต่อ
- สำหรับคนที่เช่าซื้อ ผ่าน สถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่ต้องคิดว่า ทางศุนย์เค้าจะมีบริการให้ครบถ้วน เรียกว่าเปิด ให้เลือกกันเลยว่าอยากได้ทีไหน ดอกเท่าไหร่ ต้นงวด ปลายงวด (ดอกเบี้ยต่างกัน) โดยดอกจะตายตัวนะครับ ไม่เหมือนบ้านที่ลดต้นลดดอก
- ตรงนี้ก็จะบอกได้แล้วว่า เราต้องจ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ ไม่พอใจก็จัดใหม่เอากันตามสะดวกเลยทีเดียว
- เลือกได้แล้วก็จะมี เจ้าหน้าทีเอาเอกสารการเริ่มเป็นหนี้มาให้เซ็นต์ ก็จะใช้ สลิปเงินเดือน หรือไม่ก็ สมุดเงินฝากก็ได้เป็นหลักฐานการพิจารณา พร้อมทั้งวางมัดจำจองรถไว้พอเป็นพิธี
- พอกู้ผ่านแล้ว เซลล์ก็จะโทรมาถามวันรับรถ ตรงนี้ก็นัดกันตามอัธยาสัย ใครจะใช้ฤกษ์ไหน ก็ตามสะดวก
- ถึงวันรับรถ ก็แล้วแต่แต่ละคนแล้วว่าจะ มีฤกษ์เวลา หรือพิธีกรรมอะไรอีกหรือไม่ แต่ที่สำคัญ ตรวจเช็คสภาพรถให้ดีๆ รวมถึงของแถมที่ต่อรองมาพร้อมเงื่อนไขต่างๆว่าได้ครบหรือไม่
- เกือบลืมเรื่องประกันภัยรถยนต์ก็มีให้เลือกแกมบังคับอีกเช่นเคยตรวจสอบเงื่อนไขดี เช่นทุนประกัน วันที่เริ่มประกัน ระบุชื่อคนขับหรือไม่เป็นต้น
- พอได้รถมาแล้วเราก็จะได้ป้ายแดงๆ พร้อมสมุดเล่มแดงๆ ไว้ลงบันทึกการขับขี่ (ถ้าต้องขับหลัง หกโมงเย็น) โดยนายทะเบียนเซ็นกำกับ (แล้วนายทะเบียนคือใครไปหาได้ที่ไหนอันนี้ไม่รู้จริง) ขับไปซักพักระหว่างรอ ป้ายดำ ซึ่งจะพูดกันต่อไป ซึ่งตรงนี้จะเสียค่ามัดจำป้ายแดงไว้กับศุนย์ด้วย ก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่จะ สองพัน สองพันห้า ไม่เกินนี้แหละ ตอนคืนป้ายแดงจะได้คืน
- ว่ากันเรื่องป้ายดำ ไม่เข้าใจทำไมเรียก ป้ายดำ ทั้งๆที่สีขาว (เพราะตัวหนังดำ ก็คงไม่ใช่ เอาเป็นว่าช่่างมันแล้วกัน)
- ถ้าจะเลือกป้ายทะเบียนก็ไปที่ข่นส่ง จตุจักร (ไม่แน่ใจว่าที่อื่นมีมั๊ย) พอไปถึงก็จะมีเลขทะเบียนที่ยังว่างอยู่อัพเดท ณ วันนั้นๆให้เลือกกันตามสะดวก ตาดีได้ตาร้ายอด เลือกไปสิบเบอร์ ถ้าตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครมาจองไปก็เรียบร้อย เจ้าหน้าทีก็จะให้กระดาษ รียูส (อันนี้เห็นด้วย) มาหนึ่งใบพร้อมเลขทะเบียนที่เราเล็งเอาไว้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมทั้งบอกว่า เอาไปให้ ทาง เซลล์จัดการให้ได้เลย และต้องทำในเก้าสิบวัน
- อีกวิธีนึงสำหรับคนเงินเหลือใช้ก็ไปประมูลกัน เลขสวยๆทั้งหลายแหล่ง เท่าที่ดูราคา ก็ ไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น คนทุนทรัพย์น้อยอย่างเราก็ ข้ามไปไม่มีประสบการณ์
- พอได้ป้ายดำมาแล้ว ก็จะต้องเอาป้ายแดงไปคืนศูนย์ที่เราซื้อรถมา พร้อมรับเงินมัดจำคืน รวมถึง (ถ้าซื้อเงินผ่อน) ก็จะได้ สำเนาของเล่มจดทะเบียนป้ายดำ กับ ป้ายวงกลม (เดี๋ยวนี้เป็นสี่เหลี่ยมแล้ว) ส่วนเล่มจดทะเบียนป้ายดำตัวจริงจะอยู่ที่ ลีสซิ่งต่อไป จนกว่าเราจะผ่อนหมด
- ตอนนี้ก็ขับไปเรื่อยๆ เติมน้ำมันและตรวจเช็คสภาพรถ ตามคำแนะนำคู่มือ
ปล จบภาคแรกเท่านี้ ภาคสองก็ต้องรออีกทีตอนไปต่อทะเบียนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
ระวัง !!!!
- ป้ายแดงที่ไม่มีเล่มแดงมาด้วย มันคือป้ายปลอม โดนจับเน้อ
- ป้ายดำก็ต้องมีสำเนาเล่มจดทะเบียนติดรถไว้ด้วย ไม่งั้นก็อาจโดนเช่นกัน (เขียนไว้หลังป้ายวงกลมที่เป็นสี่เหลี่ยมแล้ว)
car, self, เล่าให้ฟังเมื่อชีวิตต้องติดกับ SharePoint ตอนที่ 1: SharePoint คืออะไร? จริงใจหรือไก่กา?
ไม่ได้อัพเดทกันมานาน วันนี้เลยเอาบทความที่ไปเขียนไว้ที่ GreatFriends.Biz มาแปะให้แฟน ๆ (หวังว่าจะมี) ได้อ่านกันบ้าง
——————- เริ่มต้น การก๊อปมาแปะ
มาเริ่มเลยดีกว่า หลายๆคนอาจจะเคย รู้จักกับ SharePoint มานานแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่รู้จัก หรืออาจจะมีหลายคนสงสัยว่ามันเหมือน แชร์แม่ชม้อย หรือปล่าว?
ณ บัดนี้ผมจะอธิบายให้ฟังดูง่ายๆ (มั๊ง) ว่า SharePoint คืออะไรจากประสบการณ์การใช้งานสองสามเดือนที่ผ่านมาโดยไม่อ้างอิงตำราใดๆ
ย้ำ ไม่อ้างอิงตำราใดๆ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็แนะนำให้หาตำรามาอ่านอีกรอบ (ซะงั้น)
เอาหละ SharePoint นิยาม แรก ก็แปลตรงๆมาจากชื่อเลยคือ “จุดแบ่งปัน” ใช่แล้วคับมันเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางการเก็บ แลกเปลี่ยน ค้นหา ข้อมูลที่ใช้ภายใน องค์กร และ ยังสามารถเปิดช่องทางให้สามารถใช้สำหรับภายนอกองค์กรได้ด้วยอีกต่างหาก
“อ้าว มันก็คือ Intranet และ Extranet ใช่หรือไม่?” คำตอบคือ “ถูกต้องงงแล้วครับ”
“แล้วมันต่างกะเว็บที่เราๆเขียนขึ้นมาจาก .NET ยังไง?” คำตอบคือ “เพราะมันแทบจะไม่ต้องเขียน หรือไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์หนะสิ” (อันนี้ว่างกันตาม MS กล่าวไว้) นอกจากนั้นก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของ .NET อีกด้วย และถ้าความต้องการเราไม่ได้พิสดาร ลึกล้ำระดับเทพ ก็จะถือว่า SharePoint เป็นนางฟ้า มาโปรดในการทำ Intranet ขึ้นมาใช้งานเลยทีเดียว
“แล้ว SharePoint นี้ท่านได้แต่ใดมา?” คำตอบ “ลง Window Server 2003 Service Pack 2 ก็จะมี Windows SharePoint Service 2.0 (WSS2) มาด้วยแล้วสามาถ Enable ได้ทันที ถ้าอยากได้ version 3 ก็หาโหลดได้ ตามเว็บ MS ทั่วไป”
เข้าใจว่าหลายๆคนที่เป็น Developer คงจะสงสัยแล้วมันจะช่วยอะไรยังไง ทำไมต้องใช้? งั้นผมบอกใหม่
SharePoint ก็คือ Development Framework ที่มีพื้นฐานอยู่บน .NET Framework อีกที โดยมีการเก็บฐานข้อมูลอยู่บน SQL Server Database และ ยังอนุญาติให้ Developer พัฒนาส่วนเสริมเพิ่มเติมเองได้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนหน้าตา รูปแบบให้สวยสดงดงามตามใจชอบ (แบบมีเงื่อนไข) ได้อีกด้วย
“แสดงว่า คนที่เขียน .NET มาก็ทำ SharePoint ได้ทันทีเลยใช่มั๊ย?” ตอบว่า “ได้ครับ แต่ต้องทำความเข้าใจมันซะหน่อยก่อน” เพราะว่ามีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อยที่แตกต่าง ดังนี้
- Development Environment เช่นการเขียน คุณต้องทำบน Windows Server ครับถึงจะได้ผลดีมากที่สุด และไม่มีอะไรก๊อกๆแก๊กๆให้รำคาญใจ แต่ถามว่าทำบน Windows Vista ได้มั๊ย? ตอบเลยว่าได้ครับ แต่ต้องมีวิธีเล็กน้อย ในการลง SharePoint บน Vista ซึ่งคุณ Banpote_TT เคย เขียนไว้แล้ว (เด๋วไว้จะหาลิงค์มากให้ ตอนนี้ข้ามไปก่อนที่จะลืมว่าจะเขียนอะไรต่อ) แต่ก็อาจจะมีความสามารถบางอย่างหายไป ส่วน XP ผมไม่เคยลองครับ
- คุณจะต้องลง SharePoint Extension v1.2 for VS.NET 2005/2008 (คุ้นๆว่าตอนนี้ 1.3 CTP ออกมาแล้วแต่ผมยังไม่ได้โหลดมาเลย)
- คุณจะไม่ได้ลากแปะอีกต่อไป ทุกอย่างเป็น command ครับต้อง Render หน้าตาในหัวเอาเอง (แต่คุ้นๆว่า ต่อไปการลากแปะจะทำได้ เย้ๆ)
- และสำหรับคนที่ไม่เคยทำ ASP.NET มาก่อน ความยากก็จะเพิ่มเข้าไปอีกหน่อย (แบบผม) T_T
ต่อไปมามองในมุมขององค์กรบ้างว่า SharePoint ทำอะไรได้บ้างแล้วจะมีประโยชน์ต่อองค์กร ยังไงกัน
- ประหยัด เพราะ WSS ฟรีคับ ถ้ามี window server 2003 SP2 อยู่แล้ว และถ้าคุณไม่มี SQL Server 2005 ตัว SharePoint เองก็สามารถเก็บข้อมูลบน SQL Server Embedded Edition ได้ (ถ้าจำไม่ผิด limit ที่ 4Gb) ส่วน SQL Server 2000 ยังไม่ได้ลองครับ
- เร็ว เพราะว่ามี Basic Features ที่รองรับการทำงานในองค์กรอยู่แล้วด้วย (ย้ำว่า Basic Features) เช่น
- Document Repository + Version Control
- Forum
- Task + Gantt Chart view
- Calendar
- Contact
- Search
- ใช้งานร่วมกับ MS Office 2007 (ไม่แน่ใจว่าทำงานร่วมกับ MS Office 2003 หรือไม่นะครับเพราะตอนทำ SharePoint ผมก็ใช้ Office 2007 small business edition แล้ว)
คราวนี้เรามามองข้อที่เป็นความยากของมันบ้าง (เตรียมใจไว้ก่อน จะได้ไม่เศร้าตอนหลัง)
- ไม่ง่ายดังใจคิด ถ้าความต้องการมีมาก ลึกลับซับซ้อน แล้วจะต้อง modify มากๆ
- หน้าตาอาจจะไม่ค่อย friendly เท่าไหร่ เพราะว่ามันถูกสร้างมากลางๆ ถ้าอยากได้ friendly มากๆ คงต้อง customize กันเองยกใหญ่
- บางอย่างที่คิดว่าน่าจะทำได้ กลับทำไม่ได้ (อันนี้อธิบายยาก ต้องลองเองครับแล้วจะเข้าใจ)
อะเขียนมายืดยาวแล้วมาสรุปก่อนที่จะต้องกลับไปทำงาน (เบียดบังเวลาทำงานมานิดหน่อย เนื่องจากยังคิดงานไม่ออก)
- น่าลองครับ สำหรับคนที่จะพอมีเวลา ทั้ง WSS (ฟรี) หรือ MOSS 2007 (มี Trial 180 วัน) ให้เล่นกัน
- ถ้าจะใช้งานจริง แนะนำ ให้ศึกษาความต้องการ + features ที่ WSS/ MOSS ทำให้ดีๆครับ เพราะเดี๋ยวจะงานเข้าและบานปลายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ถ้าวางแผนดีมีชัยไปว่าครึ่ง
- รู้สึกว่า MS ปีนี้จะเริ่มดัน WSS/MOSS แบบ ออกหน้าออกตาในไทย เพราะฉะนั้น คอมมูนิตี้ ไทยๆน่าจะเยอะขึ้น ไม่ต้องลำบากค้นหาเอาจากเว็บต่างประเทศ ที่ค่อนข้างจะโหดร้าย สำหรับคนที่ไม่ค่อยถูกกับภาษาอังกฤษนัก
ก็น่าจะประมาณนี้ก่อนสำหรับบทความแรก คราวต่อไป (เมื่อไหร่อีกเรื่องนึง) จะมาคุยต่อว่า ก่อนเล่น หรือใช้งาน SharePoint ต้องรู้อะไรบ้าง หรือควรจะต้องเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง
ใคร มีอะไรสงสัยประการใด หรือมีข้อเพิ่มเติม/แก้ไข ก็ทักทายพูดคุยกันได้ครับ (ถ้าตอบได้จะตอบให้นะครับ แต่ถ้าตอบไม่ได้ ก็คงต้องติดไว้ก่อน แหะๆ) ตอนนี้ต้องไปจริงๆแล้ว
สวัสดีครับ
——————- สิ้นสุด การก๊อปมาแปะ





